จากการเข้าฟัง เพื่อจัดกิจกรรม ของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และมุลนิธิสาธารณสุขหลายเดือนที่ผ่านมา ได้รับทราบ ความรู้ใหม่ๆประดับสมองน่าดู ไม่ว่าจะเป็น จิตอาสา จังหวัดอยู่เย็นเป็นสุข การทำวิจัยเชิงคุณภาพ หลักประกันคนชรา และที่น่าสนใจมากคือ แผนที่คนดีหรือแผนที่ความดี หรือแผนที่ศักยภาพมนุษย์ หรือแผนที่คนที่มีคุณค่าต่อสังคม มาจากคำว่า Human Mapping หรือ Human Potential Mapping
ผู้ที่ริเริ่มผลักดันเป็น ศจ.นพ.ประเวศ วะสี ที่บัญญัติศัพท์ แผนที่คนดี=Human Mapping หัวใจของแผนที่นี้คือการมองคนอย่างมีคุณค่า
มันคล้ายกับภาษิตของผมที่นำมาดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลาคือ"ทุกคนเป็นคนดี" ผมฝังคำนี้มาในหัวตั้งแต่มัธยม1แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่รู้สึกได้ว่าไม่มีพิษภัยกับใคร ในสมัยนั้นผมจำที่มาที่ไปไม่ได้ว่าทำไมคำนี้ถึงได้ฝังหัวผมมาจนทุกวันนี้ เอาเถอะถึงแม้มันจะไม่ตรงกันแต่มันทำให้ผมเข้าใจ Human Mapping ได้ง่ายขึ้น
การมองคนธรรมดาๆคนหนึ่งอย่างมีคุณค่านั้น ถูกเชิดชูจริงๆขึ้นมาครั้งแรกตอนผมมัธยม3 เมื่อวันหนึ่งคุณครูศิริพร (คุณครูประจำชั้นม.3/3 รร.หัวหินวิทยาลัย ปี 2526) พูดขึ้นหน้าชั้นว่าวันนี้มมีเหตุการณ์ที่ประทับใจจะเล่าให้ทุกคนฟัง มีเด็กคนหนึ่งเรียกนักการภารโรงของเราว่าพี่ทุกคำ และลงท้ายด้วยครับทุกคำ เป็นการให้เกียรตินักการธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ทุกๆคนควรเอาเยี่ยงอย่าง และบอกชื่อเพื่อนคนนั้น(อยู่ในห้องของผมเอง และตอนนี้จำชื่อไม่ได้แล้ว) ทุกคนปรบมือให้ รวมทั้งผมด้วย นั่นเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ฝังหัวเรื่องคุณค่าของมนุษย์ธรมดาคนหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นกับผมบ้างจากนั้น นักการ รปภ. แม่บ้าน แม่ค้าขายข้าว คนขายหมูปิ้ง-ลูกชิ้นทอด จะเป็นผมที่เดินเข้าไปทลายกำแพงชนชั้นก่อนททุกครั้ง ผมสัมผัสพี่ๆ ลุงป้า เหล่านั้นด้วยความเป็นมนุษย์ ที่คนไหนน่าเคารพผมก็เคารพ และทำความเคารพทุกครั้งที่เจอ
พูดถึงตรงนี้ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ และหลายต่อหลายคนที่เรียนในจุฬารู้จักคือคุณลุงฟรุตตี้(ลูกคุณลุงแทมมี่ คนขายผลไม้ริมถนนอังรีดูนังค์) คุณลุงฟรุตตี้ เป็นคุณลุงที่มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ มีหัวใจบริการขั้นสุดยอด กริยาก็นอบน้อม คุณลุงจะขับขี่มอเตอร์ไซด์ที่มีตู้น้ำแข็งใส่ผลไม้ ด้วยท่างทางทะมัดทะแมง ไปในจุฬาฯและลงจอดในสถานที่ๆคุ้นเคย พูดจาเชิญชวนซื้อผลไม้ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ และมักจะจำผลไม้โปรดที่นิสิตที่เคยซื้อได้ จนกระทั้งจำชื่อเสียงเรียงนามของนิสิตได้อย่างมหัศจรรย์
ผมเป็นคนหนึ่งที่คุณลุงจำชื่อได้ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง(ที่เพื่อนบางคนของผมยังจำไม่ได้5555) ตั้งแต่ปี 2534 จนเมื่อ เดือนที่แล้วผ่านมา 16ปี คุณลุงก็จำได้และผมเชื่อว่า ไม่ได้จำได้เฉพาะผมคนเดียวแน่ๆ เรื่องที่น่าสนใจที่ผมจะเล่านี้ไม่ใช่วิถีของคนลุงที่นิสิตจุฬาคุ้นเคย แต่เป็นเรื่องเล่าของคุณลุงที่ผ่านมา จำได้ประมาณปี2534-2535 มีกรณีพระยันตระ(เป็นกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดขุดคุ้นเล่มแรกและเล่มเดียวยาวนานมาก ก่อนมีบทสรุปอย่างที่เราท่านได้ทราบกันแล้ว)เป็นกรณีที่ผมถกกับคุณลุงได้อย่างสนุกมาก เพราะผมพูดในฐานะคนเสพสื่อและไม่เชื่อในพระสงฆ์เป็นทุนเดิม แต่คุณลุงพูดในฐานะ ศิษย์พระยันตระจากคำสอนในหนังสือ ที่พลิกชีวิตของคุณลุงจากที่ถุกโกงจนหมดตัว และหยิบปืนจะออกจากบ้านหมายจะจัดการปัญหาด้วยวิถีของตน แต่ก่อนออกจากบ้านหยิบหนังสือธรรมะโดยพระยันตระมาอ่านจนเลิกล้มความตั้งใจ และกลับมาตั้งต้นใหม่จนเราเห็นในปัจจุบัน
คิดว่าอย่างไรกับเรื่องนี้?
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550
Film Industry อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ประวัติ ภาพรวม
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ คำว่าอุตสาหกรรม หมายถึงธุรกิจหลายๆธุรกิจมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่มากๆเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยกัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็เช่นกัน มีหลายๆธุรกิจมารวมกันในวัฐจักร(การเวียน-ว่าย-ตาย-เกิด)ของภาพยนตร์ดังตารางข้างล่างนี้
•ประวัติ
ภาพยนตร์ในโลก เกิดมาในช่วงว่างของการทำงาน พร้อมๆกับวงการเพลง และเอ็นเตอร์เทนเมนท์อื่นๆ คือในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมโน่น กล่าวคือ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการนำเอาเครื่องจักรมาใช้งานแทนคน คนก็ว่าง พอว่างงาน ก็ประดิษฐ์สิ่งบันเทิง เริงรมย์ขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของตน

หากจะขุดคุ้ยประวัติศาสตร์หรือต้นกำเนิดจริงๆ ของภาพยนตร์ควรยกผลแห่งกรรมดีของ คุณลิโอนาร์โด ดาร์วินชี่ ที่ได้มีการเขียนภาพคนให้ดูมีการเคลื่อนไหวเป็นภาพแรก
ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบว่า คนเรากระพริบตา 24ครั้งในหนึ่ง วินาที ซึ่งเป็นทฤษฎี ของภาพเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา
ในปีพ.ศ.2428 โธมัส อันวา เอดิสัน ร่วมกับ วิลเลี่ยม ดิคสัน ได้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหวขึ้น ใช้ชื่อว่าKinetograph และ พัฒนาเครื่องฉายชื่อKinetoscope ขึ้นมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นการฉายภาพยนตร์ครั้งแรกของโลก เพียงแต่เป็นการฉายของสิ่งที่มีความเคลื่อนไหวไม่ได้มีเรื่องราวอะไรมากนัก เช่น ม้าวิ่ง คนทานข้าว เป็นต้น
ในปีพ.ศ.2428 โธมัส อันวา เอดิสัน ร่วมกับ วิลเลี่ยม ดิคสัน ได้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหวขึ้น ใช้ชื่อว่าKinetograph และ พัฒนาเครื่องฉายชื่อKinetoscope ขึ้นมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นการฉายภาพยนตร์ครั้งแรกของโลก เพียงแต่เป็นการฉายของสิ่งที่มีความเคลื่อนไหวไม่ได้มีเรื่องราวอะไรมากนัก เช่น ม้าวิ่ง คนทานข้าว เป็นต้น
ต่อมาพี่น้องลูมิแอย์ Auguste Lumière-Louis Lumière ได้ประดิษฐ์กล้องCinematographe ขึ้นมาสำหรับขยายภาพขึ้นจอใหญ่ๆฉายให้คนหลายคนดูพร้อมกันได้ และเป็นต้นกำเนิดของโรงภาพยนตร์ ที่ทำคนดูมีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ไปด้วย เช่นฉายเรื่อง Arrival of a train ในปีพ.ศ.2438 เป็นการจอดรถไฟที่ชานชาลา ว่ากันว่า ผู้ชม กระโดดหลบรถไฟกันเป็นแถว
ปล.ทำขึ้นมาเฉยๆ อย่าเอาไปอ้างอิง
วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)